Nong Chim เรื่องเล่าจากบ้านหนองฉิมชีวิตเรียบง่าย มีความสุข

* ช่องที่ต้องกรอก

รูปหลัก

รูปเดียวที่ชัดเจนสำหรับเรื่องของท่าน เป็นภาพแรกที่ผู้อ่านจะเห็น (เพิ่มรูปอื่นได้ด้านล่าง)

เพิ่มรูปหรือลิงก์ (ไม่บังคับ)

รูปภาพเท่านั้น สำหรับวิดีโอ ให้วางลิงก์ YouTube ด้านล่าง

ปักหมุดสถานที่ (ไม่บังคับ)

เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง:

แตะบนแผนที่ หรือพิมพ์พิกัดด้านล่าง

เรื่องของท่านจะรอการตรวจก่อนเผยแพร่

ผญา·หมอลำ · ประเพณี

🌾 คำ ผญา​ พวกเจ้าฮู้จักบ่อ​ 🌾​

ผญา·หมอลำ · ประเพณี

🌾 คำ ผญา​ พวกเจ้าฮู้จักบ่อ​ 🌾​

🌿 บ้านหนองฉิม​ เฮาก่าเคยมีเด้​ กับผู้เฒ่าผู้แก่​ได่ยินเพิ่นเว้าอยู่เรื่อยๆ

🍁​อยากจะบอกว่าเฮา​ คนอีสานมี คำคม สุภาษิต สำหรับสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติตนอยู่ในฮีตคอง (จารีต- ประเพณี) ไม่ออกนอกลู่นอกทาง คำคมเหล่านี้รู้จักกันทั่วไป ในชื่อ "ผญา" หมายถึง ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด, คำภาษิตที่มีความหมายลึกซึ้ง (wisdom, philosophy, maxim, aphorism.)

มาๆ​ จิเว้าให้ฟัง​ ความเป็นมา... เพิ่นว่า...

🌿 ผญา 🌿 ผะหยา (ปรัชญาลาวอีสาน)

ผญา เป็นประเพณีของชาวอีสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษในการพบปะพูดคุยกันโดยเฉพาะหนุ่มสาว มักจะใช้คารมทั้งนี้เพื่อ เป็นการแทงใจหรือหยั่งใจให้ได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายใน ให้แสดงออกมาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อได้ถูกท้าทายด้วยความของฝ่ายตรงข้ามแล้วจะทนอยู่ไม่ได้ จึงแสดงการโต้ตอบออกมาเป็นสำนวนโวหารเช่นกัน​ สำนวนโวหาร หรือ​ คารมนี้เรียกว่า​ ผญา​

🍁​จุดเกิดของผญานั้นอยู่ที่ความรักระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งเป็นประเพณีของชาวอีสานทั่วไป การพูดผญาหรือการ​ จ่ายผญา ได้มีการแข่งขันต่อสู้เพื่อเอาแพ้เอาชนะกันและมีอยู่เป็นประจำที่หนุ่มๆ ได้คัดเลือกหาผู้เก่งๆแล้วนำไปแข่งขันระหว่างหมู่บ้านใช้เสียงแคนประสานการพูดคุยกันด้วยผญา ก็ถือว่าเป็นการสนุกสนานกันอยู่แล้ว ต่อมาได้มีผู้คิดหาเสียงแคนมาประสาน เข้าเป็นจังหวะ ทำให้มีรสเข้มข้น ไพเราะจับใจยิ่งขึ้นและได้เปลี่ยนจากการพูดคุยธรรมดามาเป็นการลำ คือ มีทำนอง มีจังหวะเพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า ลำผญา

🌾 ความเป็นมาของผญาโดยมีคนแก่เล่าเป็นนิทานมาว่า เหตุเกิดที่เมืองหลวงพระบาง ท้าวปางคำเป็นนักปราชญ์ใหญ่ประจำราชสำนักเป็น แต่งโคลง ฉันท์ กลอน และนิทาน วรรณคดี ในขณะนั้นมีเซียงน้อยคนหนึ่งมีแววฉลาดได้รับเชิญ เข้าไปทำงานในพระราชสำนักและร่วมเป็นนักปราชญ์ ร่วมแต่งหนังสือกับท้าวปางคำ ว่ากันว่า เซียงน้อยคนนั้นเห็นอะไรก็สามารถกล่าวออกมาเป็นกลอนได้เลย เมื่อท้าวปางคำแต่งกลอนใน เนื้อหานิทาน พอไปถึงตอนสำคัญต่าง ๆ เช่น ตอนพ่อสอนลูก ตอนบ่าวสาวในนิทานเกี้ยวกันก็ให้ เซียงน้อยแต่ง เซียงน้อยท่านนั้นจึงได้เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยกับท้าวปางคำ ความเป็นมาของ ผญาก็มีมาดังกล่าว

🌾​ ผญา​ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อันเกิดจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ผสมผสานกับหลักศาสนาอย่างกลมกลืนและเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตโดยอาศัยภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่สังคมสืบทอดกันมาผ่านกระบวนการที่กลั่นกรองตามเงื่อนไขของกาลเวลา ผญาจึงถือว่าเป็นปรัชญาชีวิตของคนอีสานอย่างแท้จริง

🌾​ การสืบทอดวรรณกรรมคำผญาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาศัยการจำแบบปากต่อปากกันมากกว่าการจดบันทึก คนในสมัยก่อนรู้จักผญาและสามารถพูดผญาได้ตั้งแต่วัยสูงอายุ จนกระทั่งวัยหนุ่มสาว แต่ในสภาพสังคมปัจจุบันความนิยมของการใช้ผญาได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญใหม่ ๆ เข้ามาทำให้สิ่งเก่า ๆ จางหายไป ยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้คำผญาสลายไปตามกาลเวลา

🌾​ ผญา​ นี้ได้ฟังจากคนแก่คนเฒ่าเล่าว่า กำเนิดที่พระราชวังหลวงพระบาง สมัยหลายร้อยปีมาแล้ว เพิ่นเล่าว่า ท้าวปางคำ เป็นนักแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และนิทานในวรรณคดีต่างๆของภาคอีสาน ท่านให้รับเชิญไปเป็นปราชญ์หลวง ประจำราชสำนักหลวงพระบาง และได้แต่หนังสือจารึกใส่ใบลานไว้มากมาย
ในสมัยเดียวกัน ได้มีเซียงน้อย (คนที่ลาสิกขาจากการเป็นสามเณร)คนหนึ่ง มีชื่อไม่ปรากฏ เป็นคนมีแววฉลาดตั้งแต่เป็นสามเณร พอลาสิกขาออกมาก็ได้รับเชิญเข้าไปทำงานในราชสำนัก ได้เป็นปราชญ์ร่วมแต่งหนังสือกับท้าวปางคำ เล่ากันว่าเซียงน้อยคนนี้ เห็นอะไรก็ว่าเป็นกลอนได้เลย เช่น

☘️ 1.มองเห็นผักอี่ตู่​ (แมงรัก) ก็ว่า “เจ้าผู้ผักอี่ตู่เตี้ยต้นต่ำใบดก กกบ่ทันฝังแน่นสังมาจีจูมดอก ฮากบ่ทันหยั่งพื้นสั่งมาปี้นป่งใบ”

☘️ 2.มองเห็นฝูงหงษ์ก็ว่า “เจ้าผู้หงษ์คำผ่าย เวหาเหินเมฆ กาดำขอเหนี่ยวน้อม นำก้นว่าจั่งได๋

☘️ 3.มองเห็นช้างก็ว่า “เจ้าผู้แนวนามช้างสัตว์สูงบ่ห่อนต่ำ บ่คือเชื้อไก่กุ้มหางสั่นบ่ห่อนยาว

☘️ 4.มองดูท้องฟ้ากลางคืนก็ว่า “คันเจ้าคิดฮอดข่อยให้เหลียวเบิ่งเดือนดาวขอ ให้สายตาเฮากล่อมกันอยู่เทิ้งฟ้าฯลฯ

ตั้งแต่นั้นมา เมื่อท้าวปางคำปราชญ์ใหญ่แต่งคำกลอน ในเนื้อหานิทาน พอไปถึงตอนพ่อสอนลูก ก็ให้เซียงน้อยแต่ง พอไปถึงบทบ่าวสาวเกี้ยวกัน ก็ให้เซียงน้อยแต่ง ดังนั้น เซียงน้อยท่านนี้ จึงได้เป็นปราชญ์ร่วมสมัยกับท้าวปางคำ ความเป็นของผญาก็มีด้วยประการฉะนี้.....

🍁​ ประเภทของผญาแบ่งหลายประเภท

💛​ คำสอน

มีลักษณะเตือนสติของผู้ฟังหรือผู้อ่านในนึกถึงศีลธรรมตามความเชื่อ กระตุ้นให้เกิดความสำนึกรักในถินกำเนิด หรือเป็นข้อความอุปมาอุปมัยให้ประพฤติตนเป็นคนดี เช่น

"คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน
อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่นำตีนซ้าง"หมายถึง ถ้าได้เป็นผู้มีอำนาจก็อย่าลืมเหลียวแลผู้ด้อยอำนาจกว่าหรือผู้อยู่เบื้องหลังตน

"บุญ บุญนี้บ่แหม่นของแบ่งได้ ปันแจกกันแหล่ว บ่อห่อนแยกออกได้ คือไม้ผ่ากลาง คือจั่งเฮากินข้าว เฮากินเฮาอิ่ม บ่แหม่นไปอิ่มท้อง เขาพุ้นผู้บ่กิน" หมายถึง การทำบุญเป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะตนเท่านั้นแบ่งไปให้คนอื่นไม่ได้ เหมือนกินข้าวแล้วคนที่กินถึงจะอื่มคนที่ไม่ได้กินก็ไม่อิ่มท้อง

♥️ เกี้ยวพาราสี

มีลักษณะการเกี้ยวพาราสีหรือชมอีกฝ่ายในทางชู้สาว เพื่อถามคำถามหรือพรรณาถึงความรักที่ตนมี
“สิบปีกะสิถ่าซาวพรรษากะสิอยู่
คันบ่ได้เป็นคู่เห็นแต่อุแอ่งน้ำกะปานได้นั่งเทียม” หมายถึง จะสิบปี ยี่สิบปีก็จะรอ ต่อให้ไม่ได้เจอหน้าเจอแค่ตุ่ม(ของคนที่ชอบ)ก็เหมือนได้นั่งอยู่ข้างๆ และมีการรับส่งระหว่างหญิงชาย เช่น

(ชาย) "อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา อยากถามข่าวนา ถามข่าวถึงเข้า อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี"

(หญิง) "น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดังตองตัด พัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายสิมาเกี้ยว พัดแต่สอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม พัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี" หมายถึง

(ชาย) พี่อยากถามข่าวจากน้ำว่าปลาเป็นยังไง อยากถามข่าวจากนาว่าข้าวเป็นยังไง อยากถามข่าวน้องว่ามีสามีหรือยัง

(หญิง) น้องนี้โสดอยู่ ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครมาจีบ และไม่รู้จะไปพึงพิงใคร

💜 ปริศนา

เป็นการตั้งทำถามที่ต้องใช้การตีความจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของผู้สื่อสารหรือบางครั้งเป็นการประชดประชันผู้ฟัง เช่น

"อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่พะลานหิน อยากมีศีล ให้ฆ่าพ่อตีแม่ อยากให้คนมาแวะ ให้ฆ่าหมู่เดียวกับ"

หมายถึง ถ้าจะกินข้าวให้ปลูกในลานหิน ถ้าอยากมีศีลให้ฆ่าพ่อแม่ ถ้าอยากให้คนมาหาให้ฆ่าเพื่อนทิ้ง ซึ่งเป็นการประชดประชันและความหมายจริงๆนั้นตรงกันข้ามกับข้อความในผญา

🩷 อวยพร
ใช้อายพรในโอกาสต่างๆ เช่น "นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่ามาพาล มารฮ้ายอย่ามาเบียด” หมายถึง ตอนจะนอนหลับขอให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นขอให้ได้เงินแสน กางมือออกได้แก้วมสปรารถนา โรคภัยอย่าได้เบียดเบียน

🍁​ผญา🍁
" หล่านางเอ๋อ พี่นี้ฮูบห่างฮ้ายขี่เหร่บ่คื่อเขา เงินในเป๋ากะบ้หลาย พอรับได้บ่น้อน้อง. เเก้วเเหวนสร่อยทองบ่มีให้ ใส่คอเเม่เนื่ออุ่น เเก้มจุ่นพุ่นผู้ค่าหล่ำ พอรับได้บ้อน้อนาง"

“ของกินบ่กินมันเน่า
ของเก่าบ่เล่ามันลืม”
ของบางอย่างมีค่า กะต้องรู้จักรักษา
เรื่องบางเรื่องมีค่า กะต้องรู้จักเล่าต่อ

ขอบคุณ​เด้อค่า❤️​

ส่งต่อเรื่องนี้

ด้านล่างยังมีอีก 1 ภาพ

ลิงก์